บทที่ 7 ตอนที่ 7
ริมฝีปากหยักสวยของเคลวินบิดเบี้ยวก่อนจะมีรอยยิ้มหยันผุดพรายขึ้น
“ผิด”
“นี่อย่าบอกนะว่านาย...”
เคลวินไม่คิดจะรอให้ชาร์ลีพูดจบประโยค เขาแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงหยันโลก
“นายคงไม่คิดว่าฉันจ่ายเงินเก้าล้านบาทให้เฌอปรางมานอนหลับสบายๆ บนเตียงของฉันหรอกนะ”
“เฮ้ย... นั่นเด็กสิบแปดนะเพื่อน”
ชาร์ลีพยายามเตือนสติเพื่อนรัก เพราะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าผู้หญิงคนเดียวที่เคลวินรักคือณิชา และเคลวินก็ไม่มีทางรักเฌอปรางได้
“แล้วไง”
“ก็ไม่แล้วไงหรอก นายควรจะมีมนุษยธรรมบ้าง ปล่อยเด็กมันไป อย่าไปฝืนใจให้เด็กทำเรื่องอย่างว่าโดยไม่เต็มใจเลย หรือถ้านายเกรงว่าจะไม่คุ้มกับเงินที่ต้องเสียไป นายก็ให้เด็กมันทำงานบ้าน ทำอาหารอะไรแบบนี้แทนก็ได้”
“หึ คำจำกัดความของคำว่า ‘เมีย’ ในสมองของฉันก็คือ ผู้หญิงที่ต้องทำหน้าที่บนเตียง ไม่ใช่ผู้หญิงที่เอามาทำงานบ้าน หรือทำอาหาร”
“ไอ้เคนนรก”
คำด่าทอของชาร์ลีไม่ได้มีผลใดๆ ต่อความคิดของเคลวินเลย เขายังคงไม่ไยดีความรู้สึกของใครนอกจากความแค้นที่กำลังแผดเผาอยู่ในอก
“ผู้หญิงไม่ว่าจะเด็กสาวหรือว่าหญิงสาว หล่อนเหล่านั้นล้วนถูกสร้างมาให้ทำหน้าที่สร้างความบันเทิงเริงใจให้กับผู้ชาย ดังนั้นเฌอปรางเองก็ไม่มีข้อยกเว้น”
“ไหนนายบอกว่าจะไม่กินไก่วัดยังไงล่ะวะ”
“นั่นมันก่อนที่ณิชาจะเชือดหัวใจของฉันด้วยความร่านของเธอ” เสียงของเคลวินกระด้างมาก
“ส่วนนายไอ้ชาร์ล เลิกออกความคิดเห็นอะไรได้แล้ว เพราะขนาดเฌอปรางเอง ยังไม่เห็นพูด บ่น หรือแสดงความไม่พอใจอะไรเลย”
ชาร์ลีถอนใจเฮือกใหญ่ “ที่ฉันเตือนก็เพราะหวังดีหรอกนะไอ้เคน ความแค้นน่ะถ้านายมัวแต่ถือเอาไว้ในมือ มันก็เผามือนายไหม้เกรียม แต่ถ้านายปล่อยวางลง ทุกอย่างมันก็จะผ่านพ้นไป เชื่อฉันเถอะ อย่าไปยุ่งกับคุณณิชาอีกเลย คิดในแง่ดีสิว่า นายก็เอาคุณณิชาจนเบื่อแล้วเหมือนกัน”
แม้ว่าคำเตือนของชาร์ลีมันคือความจริง แต่เขายังไม่ใช่นักบวช ยังไม่ใช่พระ ที่จะสามารถปล่อยวางความแค้นลงได้เมื่อได้รับฟังคำตักเตือน
“ขอบใจว่ะ แต่ฉันตัดสินใจแล้ว”
ชาร์ลีถอนใจแรงๆ อดรู้สึกเป็นกังวลกับเพื่อนรักอย่างเคลวินไม่ได้ เขากลัวจริงๆ ว่าอนาคตจะเกิดปัญหาตามมา
“ฉันขอให้นายโชคดีกับการตัดสินใจครั้งนี้ก็แล้วกัน อ้อ ฉันหวังว่านายจะไม่ใจร้ายกับเด็กเฌอปรางมากเกินไป”
“ถ้าเฌอปรางเป็นเด็กดี เชื่อฟังคำสั่งของฉัน ไม่มีทางที่ฉันจะทำร้ายเธอ”
“โอเค งั้นแค่นี้นะ นายพักผ่อนเถอะ”
“ขอบใจนะที่โทรมาหา นายก็พักผ่อนเช่นกัน”
เคลวินวางสายจากชาร์ลี ดวงตาของเขาจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างที่เปิดกว้างอยู่ ความมืดด้านนอกตัวบ้านช่างไม่ต่างจากความมืดมิดที่กำลังกัดกินหัวใจของเขาอยู่ในขณะนี้เลย
มือใหญ่กำแน่นจนเป็นกำปั้น กรามกระด้างมีไรหนวดขึ้นพองามขบกันจนขึ้นสันนูนเป่ง
เช้าวันต่อมา เคลวินเรียกหล่อนมาหาแต่เช้าตรู่ เพียงเพราะว่าเขาต้องการประกาศต่อหน้าคนงานทุกคนในไร่ชา รวมถึงบรรดาคนรับใช้ในบ้าน ว่าเด็กสาวในอุปการะของเขาอย่างหล่อน ตอนนี้ได้เลื่อนขั้นมาเป็นเมียของเขาเรียบร้อยแล้ว
ดวงหน้าของหล่อนร้อนผ่าวด้วยความอับอายและอดสู เมื่อสายตาทุกคู่ของผู้คนเบื้องหน้าต่างจับจ้องมองมาที่หล่อนอย่างเหลือเชื่อ
บางคนยิ้มแย้มแสดงความยินดีกับหล่อน ในขณะที่อีกหลายต่อหลายคนพากันเหยียดหยามหล่อนทางสายตา คงเพราะคิดว่าหล่อนใช้เต้าไต่จึงได้เลื่อนขั้นมาเป็นภรรยาของพ่อเลี้ยงหนุ่มอย่างเคลวินนั่นเอง
หล่อนไม่โกรธเคืองพวกเขาหรอกที่คิดแบบนี้ เพราะพวกเขามีสิทธิ์ที่จะคิด ในเมื่อสถานะของหล่อนเปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหันโดยไม่มีวี่แววเตือนล่วงหน้ามาก่อน
สิ่งที่หล่อนทำได้ในตอนนี้ก็คือ... พยายามยิ้มเอาไว้ ยิ้มสู้กับสายตาดูถูกดูแคลนหลายต่อหลายคู่ที่จ้องมองมา
“ต่อจากนี้ไป พวกคุณจะต้องปฏิบัติกับเฌอปราง เหมือนที่พวกคุณปฏิบัติต่อผม หวังว่าพวกคุณจะเข้าใจ และไม่ก่อปัญหาใดๆ ให้ผมต้องเดือดเนื้อร้อนใจ”
“ครับ/ค่ะ”
“เอาล่ะ แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว”
น้ำเสียงของเคลวินเย็นชาไร้ความรู้สึกเหลือเกิน หล่อนช้อนตาขึ้นมองเขา และก็พบว่าใบหน้าหล่อเข้มก็ดูกระด้างเย็นชาไม่ต่างจากน้ำเสียงเลย
หัวใจของหล่อนเต็มไปด้วยความหดหู่ห่อเหี่ยว รู้สึกเหมือนกับกำลังก้าวเท้าลงไปในนรกทีละก้าวไม่มีผิด
“ส่วนเธอ... ไปที่ห้องพัก และเก็บข้าวเก็บของที่จำเป็น ย้ำนะว่าที่จำเป็นเท่านั้น มาไว้ที่ห้องของฉัน”
“เอ่อ...”
“เรียกแจ่มกับจิตไปช่วยด้วยก็ได้”
เคลวินหมายถึงสาวใช้สองคนที่รุ่นราวคราวเดียวกับหล่อน
“ค่ะ พ่อเลี้ยง”
แววตาที่เขาจ้องมองมานั่น เย็นชา ไร้ความรู้สึก ราวกับหล่อนคือวัตถุชิ้นหนึ่งที่เขาจำต้องเก็บมาไว้ข้างกายไม่มีผิด
หล่อนอยากเดินหนีเขาไปให้ไกล เพราะไม่อยากเจ็บกว่านี้อีกแล้ว แต่ก็รู้ดีว่าไม่มีทางไปไหนได้ไกล เพราะหัวใจดวงน้อยตกเป็นทาสรักทาสสวาทของเขามาเนิ่นนาน
